ยอดปราการหลังเนลต้า

สำหรับกับนกเตะบางคน การเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นบ่อยมากจนแทบไม่รู้สึกอะไร แต่สำหรับกับ อเลลซานโดร เนลต้า ยอดปราการหลังระดับโลกคนนี้ นี่คือการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่สุดในชีวิตของเขา

การที่ต้องยายจากสโมสร ลาซิโอ ทีมที่เขาลงเล่นมาตลอดชีวิต มาสู่ทีมปีศาจแดงดำ มิลาน ยักษ์ใหญ่ ระดับหัวแถวของลีกกัลโซ่อิตาลี การที่ต้องย้ายที่พำนักพักพิงจากในกรุงโรม มาสู่ตัวเมืองมิลาน ทำให้ เนสต้า ต้องปรับตัวในหลายๆ ด้าน

แต่กระนั้น… “ผมสามารถปรับตัวให้เข้ากับสโมสรใหม่ได้เป็นอย่างดี โดยไม่จำเป็นต้องลืมอดีตที่ ยอดเยี่ยมกับลาซิโอทิ้งไปแม้แต่น้อย” “ผมอาจจะยังไม่ค่อยรู้จักกับเมืองแห่งนี้ดีสักเท่าไหร่ แต่หากมีเวลา ผมต้องทำความรู้จักกับมันแน่ ศึกดาร์บี้แมตช์ นะรึ ? ผมคิดไปถึงแชมป์สคูเด็ตโต้ มากกว่า…”

“จริงๆ นะ ครั้งแรกที่ผมสวมเสื้อมิลานลงสนาม ผมมีความรู้สึกแปลกพิกล แต่ผมก็ปรับตัวได้ในเวลาอันสั้นตอนนี้ผมรู้สึกดีด้วยซ้ำไป.. ” อเลสซานโดร เนสต้า ยอดกองหลังวัย 26 ปี กล่าวถึงประสบการณ์ ลงสนามนัดแรกในนามทีมปีศาจแดงดำ มิลาน อย่างตรงไปตรงมา

“พวกเขาต้อนรับผมอย่างยอดเยี่ยม อย่างที่ผมคาดไม่ถึงมาก่อน ทุกคนพยายามทำให้ผมรู้สึกเป็นตัวของตัวเอง ทั้งเพื่อนร่วมทีมที่ผมเคยรู้จัก นักข่าวที่เข้ามาทำข่าว แฟนบอลไม่ต้องพูดถึงสโมสรที่มีระบบ แผนงานยอดเยี่ยมที่สุดในโลก เมื่อคุณได้อยู่ที่นี่ คุณจะรู้สึกถึงความฮึกเหิมและตั้งใจ อย่างเหลือเชื่อ”

• ก็อาจเป็นได้เพราะแฟน บอลรอสโซเนรี่ไม่ได้เห็นกองหลังชั้นเวิลด์คลาสอย่าง เมาโร่ ทสซ็อตติ หรือว่า ฟรังโก้ บาเรซี่ มานานแล้ว ?

“ไม่รู้สินักเตะพวกนี้ล้วนเป็นตำนานของมิลาน ผมขอแค่ตอบแทนแฟนบอลด้วยผลงานที่ยอดเยี่ยมและประสบความสำเร็จ คว้าถ้วยให้ได้แค่ครึ่งหนึ่ง ที่พวกเขาทำได้ก็พอใจแบบสุด ๆ แล้ว”

• แต่กว่าที่คุณจะได้ย้ายมาในช่วง เดือนสิงหาคมก็วุ่นวายไม่น้อยทีเดียวนะ วันหนึ่งข่าวออกมาอย่างหนึ่ง อีกวันก็อีกอย่างหนึ่ง แต่ในที่สุดคุณก็ย้ายมาสู่มิลานจนได้ ?

“จะว่าไปแล้วผมก็คิดอยู่บ้างเหมือนกัน แต่ผมจะไม่ลืมประสบการณ์ชีวิตในโรม ชีวิตค้าแข้งในลาซิโอ ผมคงจะเรียกร้องอะไรมากไปกว่านี้ไม่ได้ จริงๆ แล้วผม ก็ไม่ได้รู้สึกว่าตัวเองแตกต่างจากคนอื่น ที่นี่มีสปีริตแห่งชัยชนะซึ่งเหมาะกับนักเตะอาชีพเป็นอย่างยิ่ง มันเป็นความรู้สึกที่จะทำให้เราก้าวไปสู่ความสำเร็จแน่นอน หากเริ่มต้นด้วยความสำเร็จ อะไรๆ มันก็จะง่ายขึ้น แต่ไม่ว่า อะไรจะเกิดขึ้นผมก็เตรียมใจไว้อยู่แล้ว”

• มิลาน ทำผลงานในยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกได้ยอดเยี่ยมมาก ผ่านเข้าสู่รอบสองได้สำเร็จก่อนถึง 2 นัด คุณ

ระบบการบิรหารของบาเยิร์น มิวนิค

จะยังไงก็แล้วแต่ละครับ ตอนนี้ภาพในบาเยิร์น มิวนิค และ ไบเออร์ เลเวอร์คูเซ่น ถือว่านิ่งขึ้นมาในระดับหนึ่งแล้ว

คำพูดของ คาร์ลไฮนซ์ รุมเมนิกเก้ และ อูลี่ เฮอเนส หลังจบเกมชนะ 2 นัดในรอบ 4 วัน คือผ่าน ฮันโนเวอร์เข้ารอบ 3 เดเอฟเบ โพคาล และดวลแข้งยืนยันตำแหน่งจ่าฝูงกับ โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ ได้เรียบร้อย

สุ้มเสียงจากผู้บริหารค่ายเสือใต้กลับกลายเป็นภาษาดอกไม้ หลังจากที่เงียบหายไปนาน 10 วัน

เป็นการปิดสวิตช์ตามคำประกาศของสองเสือหัวแถวค่ายเสือใต้ นั่นเอง…เราจะไม่พูดอะไรจนกว่าเกม กับดอร์ทมุนด์จะจบลง

ประโยคนี้ทำให้ตีความตั้งแต่ก่อนเตะศึกเดเอฟเบ โพคาล กับ ฮันโนเวอร์ ตอนกลางสัปดาห์แล้วว่า ทั้งประธาน คาร์ลไฮนซ์ รุมเมนิกเก้ และผู้จัดการทีม อูลี่ เฮอเนส ต่างประกาศรูดซิปปากเพื่อให้เทรนเนอร์ อ๊อตมาร์ ฮิทซ์เฟลด์ได้ทำงานอย่างสงบ

เรียกว่าให้โอกาสอีก 2 นัด ว่างั้นเถอะ แพ้ตกรอบยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก อย่างหมดยี่ห้อ และถูก แวร์เดอร์ เบรเมน น็อกมาอย่างหมดน้ำยา 2-0 ผู้บริหารขอพิสูจน์ความเป็นไปได้ในการทำงานร่วมกันต่อไป ด้วยการดูผลงาน 2 นัด

ถ้านักเตะยังเล่นแบบเอาใจออกห่างเหมือนวันแพ้ใน เว เซอร์ สเตเดี้ยม ละก็ อ๊อตมาร์ ฮิทซ์เฟลด์ จงเตรียมตัวเก็บกระเป๋าไปพักร้อนในซีกโลกใต้ได้เลย

ต้องตีความเป็นอย่างนั้น เพราะถ้าหากปักหลักสนับสนุนยืนอยู่ข้างหลังเป็นกำลังใจให้กัน ออกมา แถลงข่าวออกมาบอกแบบเปิดไฟให้เห็นกันเลยไม่ดีกว่าเรอะ…จะอย่างไรก็ตาม เราบาเยิร์น มิวนิค มั่นใจ เชื่อมั่นในศักยภาพ ขีดความสามารถของเทรนเนอร์ อ๊อตมาร์ ฮิทซ์เฟลด์ เหมือนเดิม

เรามั่นใจในความสามารถ ของยอดกุนซือที่นำทีมคว้าแชมป์ บุนเดสลีกา 3 สมัยซ้อน พร้อมกับ ตำแหน่ง แชมป์เดเอฟเบ โพคาล และ แชมป์ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก

เราดีใจที่มีกุนซือคุณภาพระดับนี้อยู่ในมือ ดังนั้นการที่ผลงานจะสะดุดไปบ้างก็ไม่เป็นไร เราไว้วางใจ และเชื่อมั่นว่า อ๊อตมาร์ ฮิทซ์เฟลด์ จะนำทีมกลับสู่ความสำเร็จได้

ถ้าเป็นอย่างที่รุมเมนิกเก้พูด และเป็นอย่างที่ อูลี่ เฮอเนสบอกหลังจากชนะดอร์ทมุนด์ 2-1 ว่าสนับสนุน อ๊อตมาร์ ฮิทซ์เฟลด์ ให้เป็นเทรนเนอร์ต่อไป แม้ว่าผลเตะกับโบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ จะออกมาเป็นแพ้

หลุยส์ เฟลเปื สโคลารี่

หลุยส์ เฟลเปื สโคลารี่ ยอดกุนซือบราซิล

พลันที่ หลุยส์ เฟลเปื สโคลารี่ หรือ “บิ้กฟิล” กุนซือหนวดงามทีมชาตบราซิล ทำการประกาศรายชื่อ 23 นักเตะที่จะโด ร่วมเดินหางไปทำศึกฟุตบอลโลก รอบสุดทาย ปี 2002 ที่แดนโสม กับปลาดิบ แฟนบอลทั่วโลกต่างมุ่งเป้าสนใจไปที่การหลุดโผบอลโลกไปอย่างเจ็บปวดเป็นหนที่ สองติดต่อกันของ โรมาริโอ กองหนาร่างป๋อมจอมเก๋า วัย 36 ปี และพากันวิพากษ์วิจารณ์ต่างๆ นานาเกี่ยวกับการติดสินใจที่บังอาจสวนกระแสคอบอลแซมบ้า อย่างไม่รู้ร้อนรู้หนาวครั้งนี้

แต่ทว่าจะมีใครสักกี่คนที่สน ใจกับนักเตะคนหนึ่งที่ต้องบอกสร้างเซอร์ไพรส์ครั้งใหญ่ มีชื่อเข้ามาติดในทีมชุดนี้ หลังจากหลุดออกจากทีมไป นานจนเกือบถูกลืม… ใช่แล้ว… เขาคือ วัมเปต้า

ช่วงเวลาบีบหัวใจที่สโคลารี่ ประกาศรายชื่อ 23 ขุนพลทีมชาติ บราซิล ชุดร่วมไม่แข้งในศึกเวิลด์ คัพ หนนี้มกลุ่มแฟนบอลผู้รักและสนับสนุน โรมาริโอ หลายร้อยคน ร่วมใจกันมา เดินขบวนประท้วงที่ด้านนอกโรงแรมที่พักของเหล่าสตาร์แซมบ้า แต่มันเป็นเรื่องที่น่าเศร้าและน่าผิดหวังมากที่ อดีตหัวหอกตัวเก๋าทีมบาร์ซ่า ถูกหั่นออกจากทีมไปอีกครั้ง

หลุยส์ เฟลเปื สโคลารี่ 1

แฟนบอลทุกคนทั่วโลก โดยเฉพาะในบราซิล ต่างรู้ดีว่าไม่น่าจะมีชื่อของ โรมาริโอ ปรากฏอยู่ในรายชื่อ 23 ผู้เล่นทีมชาติบราซิลชุดสู้ศึกฟุตบอลโลกหนนี้ เนื่องจากเขาไม่ เป็นที่ต้องการของทุกคนในทีมทั้งโค้ช สโคลารี่ และนักเตะระดับอาวุโสหลายคน และแม้ว่าแฟนลูกหนังเลือดแซมบ้า ทั้งประเทศ จะให้การหนุนหลังโรมาริโอ อย่างเต็มที่ แต่ว่า โรมาริโอ กลับรู้สึกลึกๆว่า โอกาสไปสู้ศึกฟุตบอลโลกของเขา มันเลือนรางเหลือเกิน ตอนที่ทีมชาติบราซิลทำผลงานได้ดีในเกมนัดอุ่น เครื่องช่วงด้นปีนี้…

ด้วยเหตุนี้ จึงไม่มีรายชื่อนักเตะประเภทจัดอยู่ในข่ายเซอร์ไพรส์ สำหรับ 23 ชุนแข้งแซมบ้าของสโคลารี่ อย่างไรเสีย ยังมีพวกกึ่งเซอร์ไพรส์ แทรกตัวเข้าติดทีมอีกรายหนึ่ง นั่นคือ การกลับมาอย่างค่อนข้างเหลือเชื่อของ วัมเปต้ามิดฟิลด์แห่งสโมสรโครินเรียนส์ แม้จะถูกเรียกตัวมาติดทีม ในนัดกระชับมิตรกับทีมชาติไอซ์แลนด์ แต่พักหลัง วัมเปต้า ก็แทบจะไม่อยาก จะเชื่อว่าตัวเขาจะมีชื่อติดอยู่ในทีมชาติ บราซิลของเฮดโค้ชสโคลารี่ กับชาวบ้าน ชาวช่องเขาด้วย เนื่องจากครอบครัว แฟนบอลหลายคนในบราซิล ร่วมทั้ง ตัวของวัมเปต้า คิดว่าโอกาสของเขาที่ จะได้สัมผัสกับทัวร์นาเมนด์ลูกหนังยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก หมดสิ้นลงไปแล้ว

สิงโตคำราม

ย้อนเวลากลับไปเมื่อ เดือนตุลาคม ปี 2000″สิงโตคำราม” ทีมชาติอังกฤษ ทีมฟุตบอลขวัญใจแฟนบอลชาวไทยทั้งประเทศ โอกาสจะได้ผ่านเขาไปลุยศึก ฟุตบอลโลก รอบสุดท้าย ปี 2002 ที่ญี่ปุ่นกับเกาหลีใต้ แทบจะเลือนลางกลายเป็นศูนย์สนิทหลังพลาดท่าพ่าย “อินทรีเหล็ก” เยอรมัน คู่ปรับในแมตช์ประเดิม สนามรอบคัดเลือกและนัดอำลา สนามเวมบลีย์อันยิ่งใหญ่ตระการตา สถานการณ์ของอังกฤษในขณะนั้นสั่นคลอนลงเรื่อยๆ เมื่อทีมรั้งอันดับบ๊วยของ กลุ่ม 9 และ “คิงเดฟ” เควิน คีแกน ทนแรงกดดันรอบข้างไม่ไหวจนต้องลาออกจากตำแหน่งในที่สุด…

การตัดสินใจแต่งตั้ง “สเวนนิส” สเวน โกรัน อิริคส์สัน ขึ้นเป็นกุนซือทีมชาติอังกฤษ ต่อจาก คีแกน ดูจะเป็นการเดินเกมที่ผิดพลาดของสมาคมฟุตบอลอังกฤษ หรือเอฟเอ และ ผู้ดี ก็หลายฝ่ายถูกวิพากษ์ วิจารณ์จนแทบหูชาที่ไม่ยอมใช้บริการโค้ชชาวอังกฤษ แต่กลับไปเลือกกุนซือชาวฟรีเซ็กซ์นาม อิริคส์สัน จนแฟนบอล หลายคนสงสัยว่า ประเทศอังกฤษไร้ กุนซือที่มีฝีไม้ลายมือเสียแล้วหรืออย่างไร

อย่างไรก็ดี พลันที่อิริคส์สันผละจากลาซิโอก้าวมานั่งบัลลังค์บอสใหญ่สิงโตคำราม ทีมชาติอังกฤษ ก็เปลี่ยนโฉมหน้าอังกฤษจากหน้ามือ เป็นหลังมืออย่างรวดเร็ว และเรียกความมั่นใจของลูกทีมกลับมาได้อีกครั้ง อังกฤษภายใต้การคอนโทรลของ “ซูเปอร์สเวน” เดินหน้าเก็บชัยชนะในรอบคัดเลือกห้านัดรวด รวมทั้งแมตช์สำคัญที่สร้างเซอร์ไพรส์ครั้งมโหฬาร บุกไปถล่ม “อินทรีเหล็ก” เยอรมัน ถึงกรุงมิวนิค 5-1 สุดยอดเกมลุกหนัง ที่ได้รับการบันทีกลงในประวัติศาสตร์ ฟุตบอลเมืองผู้ดีไปเรียบร้อยแล้ว ชัยชนะอันยิ่งใหญ่นัดนั้นส่งผลให้ลูก ทีมสิงโตคำรามของอีริคส์ลั่นทะยาน ขึ้นมาน่าเป็นจ่าฝูงโดยมีผลต่างประตูได้เสียดีกว่าเยอรมัน ที่ตกลงไปเป็นรองจ่าฝูงอย่างเหลือเชื่อ! กระนั้น อังกฤษยังต้องลุ้นต่อจนถึงนัดสุดท้ายที่ พบกับกรีซ โดยต้องเสมอให้ใต้เป็น อย่างน้อย ในกรณีที่เยอรมันเกิดเอาชนะฟินแลนด์ในเกมสุดท้ายขึ้นมา” แต่ท้ายที่สุดแล้ว เยอรมันยังหาฟอร์มเก่งไม่เจอเมื่อทำได้แค่เจ๊ากับฟินแลนด์ ขณะที่อังกฤษคว้าตั๋วผ่านเข้าไปเล่นในรอบสุดท้ายไดโดยอัตโนมัติ ในฐานะแชมป์กลุ่ม หลังจาก เดวิด เบ๊คแฮม สร้างปาฏิหาริย์ปั่นฟรีคิกสุดสวยนาที สุดท้ายไล่ตีเสมอกรีซเป็น 2-2 ที่ สังเวียนแข้งโอลด์ แทร็ฟฟอร์ด แม้ว่าอังกฤษจะหักด่านเข้ารอบสุดท้ายในฐานะแชมป์กลุ่ม แต่พวกเขาต้องเจอ กับอุปสรรคที่หนักสุดๆเมื่อถูกจับสลาก อยู่ในสายหินสุดๆ หืรีอที่เรียกกันว่า กลุ่มแห่งความตายร่วมกับ “ฟ้า-ขาว” อาร์เจนตินา “เต็งแชมป์”ฟรีเซ็กซ์” สวีเดน และ “อินทรีมรกต” ไนจีเรีย แมตช์รอบคัดเลือกฟตบอลโลก นัด สุดท้ายที่เสมอกับกรีซ ไปอย่างสุดมัน 2-2 ชี้ให้เห็นถึงจุดแข็งและจุดอ่อน ของทีมชาติอังกฤษชุดนี้ได้อย่างชัดเจน …อังกฤษมีนักเตะฝีเท้าระดับโลกจริง ๆ แค่สามคนเท่านั้น ได้แก่ เดวิด เบ๊คแฮม (แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด), ไมเคิ่ล โอเว่น และ สตีเฟ่น เจอร์ราร์ด (ลิเวอร์พูล) และเมื่อคนหนึ่งหรือมากกว่านั้นลงสนามไม่ได้ เกมของอังกฤษ ก็ตื้อลงไปทันที อังกฤษต้องกระเลือก กระสนดิ้นรนอย่างสุดชีวิต อย่างในแมตช์ไล่เจ๊ากับกรีซแบบหืดจับ 2-2 โดยในแมตช์นั้นอังกฤษไร้หัวหอกที่ เป็นเหมอนทุกสิ่งของทีมอย่าง “เบบี้โกล์” ไมเคิ่ล โอเว่น

ขุนพลรอย คีน

ขุนพล “ยักษ์เขียว” ไอร์แลนด์ ผ่านเข้าสู่รอบสุดทาย ของศึกฟุตบอลโลกเป็นครั้งแรก นับตั้งแต่ศึกยูเอส 94 โดสำเร็จ หลังจากเอาชนะทีมชาตอิหร่าน ตัวแทนของทวีปเอเชีย ในรอบ เพลย์ออฟ เมื่อช่วงปลายปี 2001 การเตรียมความพร้อมทุกอย่าง ดำเนินไปอย่างราบรื่นสำหรับ มิค แม็คคาร์ธี่ ผู้จัดการทีมหนุ่มใหญ่ แต่ระหว่างนำทีมเดินทางมาเก็บตัวที่เกาะไซปัง ก่อนหน้าที่การแข่งขันที่เกาหลีใต้ และญี่ปุ่น จะเปิดฉากขึ้นเพียง 10 วัน เหตุการณ์ความตึงเครียดได้ปะทุลั่นกลางสนามซ้อมของทีม

เมื่อรอย คัน มิดฟิลด์ กัปตันทีมคนดังจากสโมสร”ปีศาจแดง” แมนเซสเตอร์ ยูไนเต็ด ไม่พอใจ แพ็ท บอนเนอร์ โค้ชผู้รักษาประตู ที่ไม่ยอม ปล่อย เชย์ กิฟเว่น, ดีน คิลี่, และแกรี่ เคลลี่ 3 นายทวารของทีมยักษ์เขียว มาแบ่งข้างฝึกซ้อมร่วมกับเพื่อนร่วมทีมที่เหลือ การโต้เถียงรุนแรงขนาด ไหนไม่อาจจะมีใครยืนยันได้เพราะไร้ประจักษ์พยาน แต่สิ่งที่แน่นอนคือ ยอดนักเตะระดับเวิลด์ คลาส หนึ่งเดียว ของชาวไอริชได้ขู่ที่จะถอนตัวออกจาก ทีมเพื่อเดินทางกลับบ้าน

สุดท้ายปัญหาดูเหมอนจะ สงบลงเมื่อ บิ้กแม็ค ออกมาให้สัมภาษณ์หลังจากนั้นเพียงไม่กี่ชั่วโมง “มีข่าวลือว่าเกิดการโต้เถียงอย่าง รุนแรงระหว่างการฝึกซ้อม แต่ความจริงมันไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลย บางคนก็ บอกว่าเห็นพวกเขาชกต่อยกัน ทั้งที่ตัวผมซึ่งอยู่ในเหตุการณ์กลับไม่เห็นรู้ เรื่องอะไรแบบนั้นเลยเรื่องจริงคือแพ็ท โต้เถียงกับนักเตะในความดูแลของเขา เกี่ยวกับสิ่งที่ให้ไปเตรียมตัวมา ซึ่งมันก็เป็นเรื่องปกติที่เกิดขึ้นในการฝึกซ้อม อยู่เสมอ”

อีก 24 ชั่วโมงต่อมาคีโน่ ได้สร้างความฮือฮาอีกครั้งด้วยการออกมาประกาศตัดขาดการเล่นให้ทีมชาติหลังเสร็จสิ้นศึกโคเรีย-เจแปน 2002 “ผมได้คุยกับผู้จัดการทีมไปเรียบร้อย ผมจะไม่ลงเล่นให้กับทีมอีกต่อไปหลังจบเวิลด์ คัพ ทุกอย่าง เป็นการทำเพื่อตัวผมเองเท่านั้น ผมเดินทางมาที่นี่เพื่อทำสิ่งที่ดีที่สุด และผมก็ต้องการให้คนรอบข้างมีความมุ่ง มั่นในระดับเดียวกัน ถ้าผมรู้สิกว่าเรา ไม่ต้องการทำในสิ่งที่เหมือนกัน ก็ไม่มีประโยชน์ที่ผมจะต้องมาเสียเวลาอยู่ที่นี่”

อย่างไรก็ตามมิดฟิลด์พันธุ์ดุ วัย 30 ปีรายนี้ก็ไม่ยอมเผยชื่อคู่กรณีของเขาออกมา โดยได้กล่าวถึงสภาพของสนามฝึกซ้อมที่เมืองไซปัง รวมทั้ง ตารางการเดินทางอันยาวนานกว่า 17 ชั่วโมงบนเครื่องบิน “ผมเหมือนกำลัง วิ่งเอาหัวของตัวเองไปพุ่งชนกำแพงอิฐ มันมีความขัดแย้งเกิดขึ้นในการเดิน ทางครั้งนี้ เริ่มตั้งแต่อุปกรณ์ฝึกซ้อม ซึ่งเหมือนกับว่าใต้รับการเอาใจใส่เลย ลักนิด คุณลองดูสภาพสนามซ้อมของ เราจะเห็นใต้ว่าผมไม่ได้พูดอะไรเกิน เลยไป รวมทั้งการจัดตารางการเดินทางของทีม แต่ผมจะไม่พูดว่าอะไรคือ เหตุผลที่แท้จริงที่ทำให้ผมเลิกเล่นทีมชาติ แต่พอก็คือพอ”

เต็งหนึ่งอาร์เจนติน่า

ทีมชาติอาร์เจนตินา หรือที่รูจักก้นดีทั่วโลกในฉายา “ฟ้า-ชาว” ถูกยกให้เป็นเต็งหนึ่ง ของศึกฟุตบอลโลก รอบสุดหาย ที่ญี่ปุ่นกับเกาหลีใต้ ในช่วงกลาง ปีนี้ หลังโชว์ฟอร์มสะเด่าโกยคว้าแชมป์กลุ่มโซนอเมริกาใต้ ชนิดทำคะแนนทิ้งห่างเพื่อนร่วมกลุ่ม ไปแบบไม่เห็นฝุ่นแถมยังบุกไปยัดเยียดความปราชัยให้กับ บรรดาทีมเต็งแชมป์บอลโลกอย่าง “อัซซูรี่” อิตาลี และ “กระทิงดุ” สเปน ในเกมกระชับมิตรเมื่อช่วง สองสามปีที่ผ่านมา อย่างโรก็ตาม มาร์เชโล บีเอลฟา กุนซือจอมแท็กติกได้ออกมาปฏิเสธความสำเร็จของทีมว่า “เรายังไม่ชนะ เลิศแชมป์อะไรเลยและเกมในยุโรปก็เป็นแค่แมตช์กระชับมิตร ธรรมดาเท่านั้นซึ่งแตกต่างจากทัวร์นาเมนต์จริงอย่างไม่ต้องสงสัย” ยิ่งกว่านั้น บเอลซ่า ยังได้พูดอยู่หลายครั้งหลายหนว่าแม้ผลการแช่งชันของอาร์เจนติน่าจะ ออกมาดี แต่ลูกทีมฟ้า-ขาวของ ตนยังโชว์ฟอร์มกันไม่คงเส้นคงวา

ผลงานในฟุตบอลบอลโลก รอบคัดเลือก โซนอเมริกาใต้ของ อาร์เจนตินา ต้องบอกว่าสุดยอดจริงๆ เมื่อครองตำแหน่งจ่าฝูงและทำแต้มทิ้ง ห่าง เอกวาดอร์ รองจ่าฝูงไปขาดลอย ถึง 12 คะแนน อาร์เจนตินา ได้ชื่อว่า เป็นหนึ่งในสามมหาอำนาจลูกหนังของ ทวีปอเมริกาใต้เคียงข้างกับสองยักษ์ ใหญ่แดนละตินอเมริกาทั้ง “แซมบ้า”

บราซิล และ “จอมโหด” อุรุกวัย แต่ฟอร์มการเล่นอันถอยหลังของสอง ชาติหลังช่วยหนุนมให้ อาร์เจนตินา ครองบัลลังก์ทีมอันดับหนึ่งและเป็น เต็งหนึ่งในศึกฟุตบอลโลก ช่วงกลาง ปีนี้ ขณะเสียวกัน ถึงแม้ว่าผลการแข่งขันของชาติอื่นๆในโซนอเมริกาใต้ จะสีขึ้นอย่างชัดเจน แต่มาตรฐานการเล่นหากระเตื้องขึ้นตามไปด้วยไม่ จะมีก็แต่ทีมชาติปารากวัย ของกุนซือ เซซาเร่ มัลตินี่ ชาวอิตาเลียน เพียงทีมเสียว เท่านั้นที่ดูจะไปพัฒนาไปไดไกลกว่า ใครเพื่อน ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า อาร์เจนตินาเป็นประเทศที่ประสบ ความสำเร็จที่สุดทางด้านเกมลูกหนัง โดยมีจุดเด่นอยู่ที่การน่าทักษะแบบ อเมริกาได้ มาผสมผสานเข้ากับสไตล์การเล่นแบบตะวันตก ซึ่งส่วน ประกอบอย่างหลังเกิดขึ้นอย่างเป็นธรรมชาตินับตั้งแต่นักเตะอาร์เจนตินา เกือบทั้งทีมยกพลไปค้าแข้งให้กับ สโมสรในทวีปยุโรป

มาร์เชโล่ บิเอลซ่า กุนซือทีมชาติอาร์เจนตินา คนปัจจุบันยังคง ใช้บริการแข้งอาร์เจนไตน์หลายรายที่อยู่ภายใต้การกุมบังเหียนของ ดาเนี่ยล พาสซาเรลล่า ผู้จัดการทีมจอมเฮี้ยบคนก่อน ทั้งก่อนและระหว่างศึก ฟุตบอลโลกฟร้องซ์ 98 ที่ฝรั่งเศส เมื่อสี่ปีก่อน ในบรรดา 25 ขุนพลทีมชาติอาร์เจนตินาชุดนี้ ผ่านศึกบอลโลก ฟร้องซ์98 มาแล้วถึง 14 คน และมีนักเตะที่ลุยศึกฟุตบอลโลกสองสมัยมา แล้วถึงสามชีวิต ขณะที่ เนสเตอร์ เซนซินี่ เซนเตอร์ฮาล์ฟฟจอมเก๋าของทีม “จัลโล่บลู” ปาร์ม่า กำลังจะลงสัมผัสกับศึกฟุตบอลโลกสมัยที่สี่ ในช่วงกลางปีนี้

สนาม S t James’ Park

สมรภูมิแข้ง เซนต์ เจมส์ ปาร์ค หรือที่รู้จักกันดี ในสมญานาม ความภาคภูมิใจของชาวจอร์ดี คือสนามที่ใหญ่ที่สุดเป็นอันดับสองของอังกฤษ จะเป็นรองก็แต่ สนาม โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด ของ”ปีศาจแดง” แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เพียงสนามเดียว นอกจากนี้ สโมสรสาลิกาดง ยังมีสถิตผู้เข้าชมเกมมากที่สุดเป็นอันดับสองอีกด้วย อย่างไรก็ดี ประธานสโมสรกระเป๋า หนักของทีม นามกร เฟร็ดดี้ เชฟเฟิร์ด เชื่อว่า เซนต์ เจมส์ ‘บาร์ค คือ สังเวียนแข้งอันดับหนึ่งของอังกฤษ และไม่มีสนามไหน ในถิ่นผู้ดีจะมาเทียบได้!

สนามที่สามารถจุผู้ชมได้ จำนวน 52,000 ต้องเสียค่าใช้จ่ายใน การก่อสร้างมากถึง 70 ล้านปอนด์ สนามแห่งนี้ดูสวยงามและน่าประทับใจมากเมื่อมองมาจากข้างนอก แต่ ด้านในสนามก็ได้มาตรฐานทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นสนามแข่ง อาคาร และที่นั่ง ซึ่งถูกสร้างขึ้นมาเพื่อให้บริการกับแฟนบอลที่ชอบความทันสมัยและสะดวกสบายโดยเฉพาะ

เฟร็ดดี้ได้พูดถึงสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ในสนาม เซนต์ เจมส์ ปาร์ค ว่า “ในสนามเซนต์ เจมส์ ปาร์ค ของเรามีโรงแรมอยู่แห่งหนึ่ง มันเป็นโรงแรมระดับทำดาว แต่ไม่มีห้องนอน โรงแรมแห่งนี้คือสิ่งอำนวยความสะดวกที่เราสร้างเสร็จไปแล้วในขณะนี้ และเรากำลังคอยดูว่าจะลงมือดำเนินการกันอย่างไรต่อไป มันเป็นการผจญภัยครั้งใหญ่ ที่เราสร้างโรงแรมแห่งนี้ได้สำเร็จมันยิ่งใหญ่และเหลือเชื่อ มากซะจนเราต้องหยุดหายใจกันชั่วครู่”

“สโมสรนิวคาสเซิ่ลพัฒนาก้าวหน้าไปจากเดิมมากลองมองย้อนกลับไป เมื่อสักสิบปีที่แล้วซิเรามีอัฒจันทร์ อยู่แค่สองฝั่งเท่านั้น แถมมันก็ยังอยู่ในสภาพไม่ดีที่สุดด้วย แต่สิ่งที่คุณเห็นกับตาในวันนี้คือ สนามเซนด์ เจมส์ ปาร์ค โฉมใหม่ที่รองรับผู้ชมได้ ถึง 52,000 คน มันเป็นสนามที่ดีที่สุดในยุโรป และมันก็อยู่ที่นี่มา 100ปีแล้ว”

การเลื่อนชั้นขึ้นมาเล่นในพรีเมียร์ชิพ ช่วยให้นิวคาสเซิ่ลกลายเป็นทีมหนึ่งในพรีเมียร์ชิพที่มีสถิติการจำหน่ายตั๋วเข้าชมเกมต่อฤดูกาลสูงที่สุด นอกจากนี้แล้วแฟนบอลหลายคนที่ไม่สามารถเข้าไปชมเกมในสนามได้ก่อน หน้าที่นิวคาสเซิ่ลจะลงสนามนัดเหย้าทุก นัดทางสนามก็จะจัดสถานที่ให้ชมเกมนอกสนาม อย่างการชมเกมผ่านทาง โทรทัศน์วงจรปิดด้านนอกสนาม เป็นต้น นอกจากนี้มีตั๋วจำนวน2,500 จำหน่ายสำหรับเกมนัดเหย้าที่ สนาม เซนด์ เจมส์ ปาร์ค ทุกนัดด้วย ที่นั่งพิเศษของสโมสรซึ่งมีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนการเงินกับสโมสร และสนามเด็กเล่นที่มีความจุ 750 ที่นั่ง มีของเล่นอยู่อย่างเพียบพร้อม

ทีมสตราส์บูร์ก

ราชิ่ง คลับ เดอ สตราส์บูร์ก สโมสรที่ถูกก่อตั้งขึ้นในปี 1906 และพบพานความสำเร็จในชัย ชนะรายการต่างๆ มาบ้างแล้ว

แต่สำหรับในฤดูกาล 2000-2001ไม่ใช่ช่วงเวลาของพวกเขา เมื่อมีอันกระเด็นร่วงตกชั้นจากดิวิชั่น 1 ฝรั่งเศส ขณะที่การแข่งขันบอลลีกยังเหลืออยู่อีก 3 นัด

เส้นทางในบอลลีกของสโมสรย่ำแย่ โดยคำตอบสุดท้ายคือ การหล่นชั้นไปเล่นดิวิชั่น 2 ซีซั่นหน้า ทุกอย่างต่างกันลิบลับเมื่อเทียบผลงานใน เฟร้นช์ คัพ ซึ่ง สตราส์บูร์ก สามารถฝานเข้ารอบชิงชนะเลิศได้สำเร็จ

คู่แข่งของพวกเขาในนัดชิง โทรฟี่แชมป์ก็คือ อาเมียงส์ ทีมจาก ดิวิชั่น 3 ที่มีโอกาสเลื่อนชั้นขึ้นมาเล่น ดิวิชั่น 2

สตราส์บูร์ก-อาเมียงส์คู่ชิงเฟร้นช์ คัพที่สต๊าด เดอ ฟร้องซ์, แซงต์-เดอนี่ส์ในวันที่ 26 พฤษภาคม

แมตช์รอบรองชนะเลิศ สตราส์บูร์ก เจอศึกหนักเมื่อโคจรมา พบแชมป์เก่า น็องต์ แต่การเล่นใน สต๊าด เดอ ลา เมโน่ ต่อหน้าแฟนบอล กองเชียร์ทีมตัวเองช่วยพวกเขาได้เยอะ

แอฟเซ น็องต์ มีศักดิ์ศรีเป็นแชมป์เก่า และต้องการสร้าง ประวัติศาสตร์ในเฟร้นช์ คัพ โดยเป็น สโมสรที่ 3 ที่คว้าแชมป์ถ้วยนี้สามสมัยติดต่อกันต่อจาก เร้ด สตาร์ ซึ่งทำได้ระหว่างปี 1921-23 และลีลล์ ปี 1946-48

พร้อมกับยังมีโอกาสสร้างสถิติคว้าดับเบิ้ลแชมป์ (ดวิชั่น 1และ เฟร้นช์ คัพ) ตามรอย โอแซร์ ที่สร้างความสำเร็จในจุดนี้มาแล้วเมื่อปี 1996 การได้สิทธ์เป็นเจ้าถิ่น ถือเป็นข้อได้เปรียบอย่างมากกับแมตช์ ศึกบอลถ้วย โดยเฉพาะระบบน็อกเอาต์เช่นนี้

เมื่อเทียบฟอร์มเตะระหว่าง ทั้งสองทีมก่อนแข่ง น็องต์ เล่นได้เหนือกว่ามาก ตัวผู้เล่นก็ดีกว่า

แต่เมื่อแข่งขันไปจริงๆ ผลออกมาผิดคาดเมื่อ เดอะ กานารี่ส์ แผลงฤทธิ์ไม่ออก แนวรุกสร้างโอกาสได้น้อย หลังจากเจอตัวรับของสตราส์บูร์กเข้าประกบเร็ว ขณะที่แดนหลัง รั่วเป็นชุดอ่อนที่ทีมเจ้าถิ่นใช้เล่นงาน และสร้างโอกาสยิงประตู

สตราส์บูร์ก ฉลาดในการวางแท็กติก 5-4-1โฮเซ่ หลุยส์ ชิลา เวิร์ต ผู้รักษาประตูทีมชาติปารากวัยเฝ้าเสา แผงหลังห้าคนประกอบด้วย ฮาบิบ เบเย่, ณอง-คริสตอฟ เดอโว่ซ์, เท็ดดี้ แบรกแต็ง, วาเลเรียง อีสมาแอล แสะ ฟาบริซ เอท์เร่ต์

ในการตัดเกมแดนกลาง ย็องนิก ฟิสเช่ร์ เคียงข้าง ปาสกาล โยฮันเซ่น โดยม โกร็องแต็ง มาร์ตินส์ กัปตันทีมนำแนวรุกประสาน งานกับ ปาสกาล กามาดินี่ปล่อยให้ เป้กกี้ลูยินดูล่าดาวรุ่งทีมชาติฝรั่งเศสรับบทบาทกองหน้าคนเดียว

ตรงกันข้ามกับ น็องต์ ใช้ ระบบการเล่น 4-4-2 มกคาแอล ล็องโดร์กัปตันทีมดีกรติดธงตราไก่ยืน ด่านสุดท้าย แดนหลังนำโดย นิโกล่าส์ ลาสปัลส์, นโกล่าส์ ซาวิโน่ด์, นิโกล่าส์ ชิลเล่ต์, ซิลแว็ง อาร์กม็องด์ และมิดฟิลด์ตัวรับ 2 คน มาติเยอ แบร์กซง,เอริก การ์กริแยร์ โดยตัวรุกมี สเตฟานซิยานี่ ทางกราบซ้าย เฟรเดรีก ดา โรซ่า อยู่ส์งขวา วโอเรีล มอลโดวาน-โอลิวเย่ร์ มงแตร์กรูบิโอ้ สวมบทบาทหัวหอกคู่

เท็ดดี้ เชอริงแฮม

เชอรี่ซิวยอดเยี่ยมอีก

เท็ดดี้ เชอริงแฮมดาวยิงวัย 35 กะรัตของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด คว้ารางวัลเกียรติยศเพิ่มอีกรางวัลคือ รางวัลนักเตะยอดเยี่ยมพรีเมียร์ชิพ ฤดูกาล 2000-01 จากสมาคมนักฟุตบอลอาชีพ เมื่อวันอาทิตย์ที่ 29 เม.ย. หลังจากที่เพิ่งคว้ารางวัลเดียวกันจากการเลือกของสมาคมผู้สื่อข่าวฟุตบอลไปหมาดๆ

เชอรี่ เพิ่งได้รับเลือกให้เป็นนักเตะยอดเยี่ยมของสมาคมผู้สื่อข่าวฟุตบอลไปเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว และล่าสุดก็ได้รับการยอมรับจากบรรดา เพื่อนร่วมอาชีพให้เป็นเจ้าของรางวัลนักเตะยอดเยี่ยมประจำฤดูกาล 2000-01 ไปโดยชนะคนอื่นๆอีก 5 คนคือ รอย คีน กับ ไรอัน กิ้กส์ 2 เพื่อนร่วม ทีมปีศาจแดง, เธียร์รี่ อองรี หัวหอกอาร์เซน่อล, มาร์คัส สจ๊วร์ต ดาวยิง

อิปสวิช และ เอมิล เฮสกี้ กองหน้าจากลิเวอร์พูล ซึ่งการคว้ารางวัลในวัย 35 ปีก็ทำให้ อดีตสตาร์ดังของมิลล์วอลล์ และ สเปอร์ส กลายเป็นเจ้าของรางวัลที่มีอายุมากที่สุดไปทันที

เท็ดดี้ เชอริงแฮม1

สาเหตุที่ เชอริงแฮม ชนะใจเพื่อนร่วมอาชีพได้ในครั้งนี้ก็มา จากผลงานอันยอดเยี่ยมที่เขาทำไว้กับทีมปีศาจแดง เมื่อยิงไปถึง 21ประตู ในฤดูกาลนี้ โดยในจำนวนนี้เป็นการยิงในพรีเมียร์ชิพถึง1รประตู ช่วยให้ ทีมผงาดคว้าแชมป์พรีเมียร์ชิพสมัยที่สามติดต่อกันไปครองอย่างยิ่งใหญ่ สำหรับอันตับสองและสามนั้นเป็นของคีน และอองรี ตามลำตับ นอกจากนี้ เชอริงแฮม กับ คีน และ กิ๊กส์ รวมทั้งเพื่อนร่วม ทีมแมนฯ ยูไนเต็ดอย่าง เวส บราวน์, ฟาเบียง บาร์กเตซ และ ยาป สตัม ก็ยังได้รับเลือกให้ติดทีมยอดเยี่ยมประจำพรีเมียร์ชิพฤดูกาล 2000-01 อีกด้วย แต่ไม่มีชื่อของเดวิด เบ๊คแฮม กัปตันทีมชาติอังกฤษแต่อย่างใด ในขณะที่รางวัลนักเตะดาวรุ่งยอดเยี่ยมประจำฤดู กาลก็ตกเป็นของสตีเฟ่น เจอร์ราร์ด นักเตะแห่งอนาคต ของลิเวอร์พูลไปตามความคาดหมาย โดยอันตับสองเป็น โจ โคล จากเวสต์แฮม และ บราวน์ คว้าที่สาม ส่วนอีก 3 คนที่ได้รับการเสนอชื่อแต่ไม่ติด 1 ใน 3 คือ เฮสกี้, ไมเคิ่ล คาร์ริค ของเวสต์แฮม และ อลัน สมิธ กองหน้าลีดส์

ไนจีเรียเด้งบอนเฟเร่

“อินทรีมรกต” ไนจีเรีย ทนไม่ไหวกับผลงานอัน ยาแย่ของทีมลูกหนังทีมชาติที่ส่อแววจะไม่ได้ไปลุยฟุตบอล โลกรอบสุดท้ายในปี 2001 ที่ญี่ปุ่นและเกาหลีใต้เข้าทุกขณะ ตัดสินใจสั่งปลด ใจ บอนเฟเร่ กุนซือชาวดัตช์ของทีมออก จากตำแหน่งเมื่อวันพฤหัสฯที่ 26 เม.ย.

บอนเฟเร่ ที่เคยเป็นวีรบุรุษของชาติเมื่อครั้งพา ทีมชุดโอลิมปิกคว้าเหรียญทองโอลิมปิกที่ แอดแลนต้าเกมส์

เมื่อปี 1996 ต้องล้มเหลวอย่างสิ้นเชิงกับการรับหน้าที่คุมทีมอินทรีมรกตชุดใหญ่ ที่อุดมไปด้วยนักเตะชื่อดังคับคั่ง โดยเวลานี้ ไนจีเรีย กำลังร่อแร่เต็มทีกับฟุตบอล โลกรอบคัดเลือกโซนแอฟริกา และมีโอกาสสูงที่จะไม่ได้ผ่านเข้าไปเล่นในรอบ สุดท้ายที่ญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ในปี 2001 หลังจากเดินทางไปถูก เซียร์ร่า ลีโอน ทีมบ๊วยของกลุ่มเฉือนไป 0-1 ทำให้ทีมยังอยู่อันดับที่ 3 ของกลุ่มมีเพียง 7 คะแนนจาก 5 นัด ตามหลัง ไนจีเรีย จ่าฝูงถึง 5 คะแนน ซึ่งการแข่งขันจะคัดเอาเพียงทีมอันดับหนึ่งของกลุ่มทีมเดียวเท่านั้นที่เข้าสู่รอบสุดท้าย