จากโมลเลอร์ ถึงมิสเตอร์ 5 วินาที

เดือนเมษายนเป็นเดือนที่ ร้อนระเบิดเถิดเถิงในเมืองไทย

ร้อนระอุนั้นไม่เท่าไหร่ แต่ ไอ4,ตัวความขึ้นนี่ซิครับ อาบน้ำอาบท่า พอเช็ดตัวเท่านั้น ไอ้หยา…เหงื่อปุด ขึ้นมาแทนหยาดนั้าซะแหล่ว

สัมผัสไอร้อนแบบนี้ให้คิด ถึงความเย็นชุ่มฉ่ำใต้ต้นไม้ใหญ่ริมธาร คุณเอ้ย ต่อให้เป็นเดือนไหนๆ หรือว่า แดดร้อนเปรี้ยงแทบจุดไฟติด แต่ถ้าเป็นริมคลองมีแมกไม้หนาปกคลุมร่มครึ้ม

นั่นล่ะคือวิมานที่แอร์เบอร์ ห้าหรือเบอร์ไหน ๆก็เข้าไกล้ไม่ได้

น่าเสียดายที่ป่าบ้านเรา เหลือน้อย ทุกวันนี้คอนกรีต ยางมะดอย เข้ามาแทนความเขียวขจีของทุ่งหญ้า และหมู่แมกไม้ไปหมดแล้ว สภาพเข้าใกล้ทะเลทรายเข้าไปทุกที ทำไมหนอ มนุษย์ขี้เหม็นจึงสายตาสั้น สมองคิด น้อยนักหนา

โค่นป่าขายได้เป็นแสนเป็น ล้าน แต่แล้วก็ต้องเจอกับภาวะแห้ง แล้งและร้อนระอุ ต้องไปทุ่มเงินจัดหาทรัพยากรน้ำ และใช้จ่ายอีกบาน ตะเกียงเพื่อลดอุณหภูมิให้กับห้องหับที่ทำงาน ที่อยู่อาศัย

ทำไมไม่ช่วยกันมองให้มัน ครอบคลุมตั้งแต่ต้น เออ…พออยู่พอ กิน คนอยู่ได้ สิงห์สาราสัตว์อยู่ได้ มีป่า มีทุ่งหญ้าอยู่ในสภาพธรรมชาติร่วมกัน มันจะไม่มีบีเอ็มดับเบิ้ลยู หรือปอร์เช่ พุ่งปรูดปร๊าด 200-300 กิโลเมตรต่อ ชั่วโมงบนถนน

แต่การเดินไปหรือค่อย ๆขี่ เกวียน ขี่ม้า เหยาะย่างลัดเลาะไป เป้าหมายข้างหน้าก็ถึงเหมือนกัน ไม่เห็น จำเป็นต้องเร่งเร็วสุด ใช้เวลาน้อยสุด จากมุมโลกหนึ่งไปยังอกจุดที่อยู่คนละฟากนั่นเลย

ภาพรวมที่ออกมา พอสูญหายไปมากแล้ว จึงค่อยมาคิดว่าขาดทุนแทบหมดตัว เหมือนที่เขาว่า…

คนเราไม่เห็นคุณค่าของคบได้ตะเกียง แต่พอสิ้นแสงสุริยัน บ้านเรือนอับมืดไม่มีแสง ตอนนั้นล่ะ จึงมาตระหนักชัดว่า โอ้โอ๋ คุณค่าของเจ้านั้นช่างอเนกอนันต์เหลือเกิน

ไม่รู้ว่า อันเดรียส์โมลเลอร์ มิดฟิลด์จอมทัพของชาลเก้ 04 จะได้หวนคิดอย่างนั้นไหมหนอ ตาหมอนี่จำ ได้สนิทเลยตอนไปทำข่าวพุ่ตบอลยุโรป 1992 ที่สวีเดน

แบร์ตี้ โฟ้กท์ส เป็นบุนเดส เทรนเนอร์ เปิดแถลงข่าวที่หมู่บ้าน เอ๊ดวิตแบร์ก ใช้โรงยิมนาสติกของ โรงเรียนประจำหมู่บ้าน เป็นที่แถลงข่าว สัมภาษณ์บุนเดสเทรนเนอร์เสร็จก็ลง มาคุยกับ แอนดี้ โมลเลอร์ ตอนนั้น เขาอยู่กับ ไอน์ทรัค แฟร้งค์เฟิร์ต กำลังจะโยกไปอิตาลี

คุยกันเรื่องนั้นเรื่องนี้แล้วก็ มาลงที่สถานที่น่าเที่ยว สำหรับช่วงพักผ่อนในเมืองไทย อันเดรียส์ โมลเลอร์ เขาสนใจใคร่ทราบข้อมูล มีที่ไหนในเมืองไทยที่เหมาะแก่การไปพักร้อนบ้างหนอ

ไอ้หนูแข้งทอง ไม่เอ่ยปาก ว่าเป็นการฮันนีมูน ทั้งๆที่เสร็จศึกยูโร 92 ก็เป็นคิวแต่งงานกับเจ้าสาวมิชาเอลคู่ซึ่งเป็นแฟนคบกันตั้งแต่สมัย เรียนหนังสือช่วงเป็นวัยรุ่น

นั่นคือเหตุการณ์แวบนั้น ตอนยูโร 92 ตัดฉับมาบัดนี้ ไอ้หย่า… ไอ้หนุ่มเอ้ย ประกาศแยกทางกับภรรยา ที่เป็นแม่ของลูกสาว 3 คนคือ วาเลนติน่า (8 ขวบ), คริสติน่า (5 ขวบ) และ มิเชลเล่ (เพิ่งจะ 6 เดือนเท่านั้น) เสียแล้ว

เขาไม่ได้บอกว่า สาเหตุ ลึกๆนั่นคืออะไร แต่ที่ได้สารภาพกับ ศรีภริยาวัย 32 ปี ตอนต้นคอศอ 2001 ก็คือตกหลุมรักสาววาเลนติน่า วัย 23 ปี ศรรักปักอกให้หลงตั้งแต่ ช่วงฤดูใบไม่ร่วง 2000 มันเป็นอย่างนี้ล่ะเธอเอ้ย ขอยอมรับตามตรงและเราคงต้องแยกทางกัน

“ผมเป็นคนบอกลาเธอเอง เป็นการตัดสินใจที่เจ็บปวดมาก แต่ไม่มีทางเลือกอย่างอื่น เป็นเรื่องจำเป็นที่ ยากที่คนอื่นจะเข้าใจได้ จะอย่างไร ก็ตามผมให้คำมั่นว่าลูก ๆทั้งสามจะยังมีพ่อของพวกเขาอีกต่อไป”

ราฟาชมเปาะ ฮัมซิคเปรียบได้กับหัวขิง ณ แอนฟิลด์

Juventus FC v SSC Napoli - Tim Cup Final

ราฟาเอล เบนิเตซ บอสใหญ่ของนาโปลี ทีมแกร่งของศึกกัลโช่ เซเรียอา ได้ออกโรงชื่นชมฟอร์มการเล่นของ มาเร็ค ฮัมซิค เพลย์เมกเกอร์ทีมชาติสโลวาเกียซึ่งเป็นลูกทีมของตน หลังจากที่เหมา 2 ประตูพานาโปลีขย้ำ คิเอโว่ไปอย่างเด็ดขาด 4-2 และได้เปรียบเทียบถึงความสำคัญในทีมของฮัมซิคว่าเหมือนกับ สตีเว่น เจอร์ราร์ด มิดฟิลด์ทีมชาติอังกฤษของลิเวอร์พูล

 

“เอล บอส” เคยร่วมงานกับเจอร์ราร์ดเมื่อครั้งคุมลิเวอร์พูลเมื่อช่วงปี 2004-2009 และในการคุมทัพนาโปลีลุยศึกกัลโช่ฯ นัดที่นาโปลีโม่แข้งกับคิเอโว่นั้น ฮัมซิคที่ฟอร์มร้อนมาตั้งแต่นัดแรกของฤดูกาล ได้กระหน่ำ 2 ประตู และกลายเป็นว่ามิดฟิลด์ตัวรุกชาวสโลวักผู้นี้ อัดประตูในเซเรียอาฤดูกาล 2013/14 ไปแล้ว 4 ประตู ด้วยกัน

 

“เขาเหมือนเจอร์ราร์ดตรงที่เป็นหัวใจสำคัญของทีม แต่ก็มีความแตกต่างกันเล็กน้อย”

“เจอร์รารืดแข็งแกร่ง เน้นพละกำลัง แต่ฮัมซิคเป็นพวกที่มากด้วยเทคนิคมากกว่า”